ยาฟาวิพิราเวียร์

สารบัญ

ยาฟาวิพิราเวียร์

ยาฟาวิพิราเวียร์ favipiravir เป็นชนิดตัวยาต่อต้านเชื้อไวรัสจำพวกยับยั้งเชื้อที่นำไปสู่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นตัวยาที่สร้างขึ้นมาเพื่อยับยั้งตัวเชื้อที่จะคุกคามกระจายเชื้อไปสู่คนอื่นๆ เป็นยาต่อต้านเชื้อไวรัสที่อยู่ในสูตรยารักษาผู้เจ็บป่วย COVID-19 ของไทย โดยใช้พร้อมกันไปกับยาอื่นรวมทั้งได้ประสิทธิภาพที่ดี ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาต้านทานเชื้อไวรัสที่ใช้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีฤทธิ์ต้านทานอาร์เอ็นเอเชื้อไวรัสหลายประเภท ได้รับการยินยอมให้ใช้ในผู้เจ็บป่วย COVID-19 เป็นกรณีพิเศษรวมทั้งจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังพบว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ มีความปลอดภัย สามารถลดความรุนแรงและก็การสูญเสียจาก COVID-19 ได้ โดยองค์การเภสัชกรรมได้ทำการค้นคว้ารวมทั้งพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิฟิราเวียร์ ในระดับห้องทดลองได้เรียบร้อยแล้วว่าการใช้ตัวยากับร่างกายเพื่อยับยั้งเชื้อการสร้างนำมาใช้ได้ผลสำเร็จทางดีกับการดูแลและรักษาสามารถรักษาโรคสายพันธุ์ใหม่ได้เห็นผลจึงมีการปรับมาใช้เป็นพิเศษกับเชื้อโควิด

การออกฤทธิ์ของ Favipiravir

Favipiravir ซึ่งตอนนี้เป็นยาต่อต้านเชื้อไวรัสที่ทั่วทั้งโลกนำไปใช้รักษาผู้ป่วย #COVID-19 นับเป็นจุดเริ่มที่จะมีส่วนช่วยให้เมืองไทยลดการนำเข้าสารขึ้นต้นผลิตยาจากต่างแดน ทำให้ยามีเงินลงทุนสำหรับเพื่อการผลิตลดน้อยลง พร้อมร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม จัดแจงยกฐานะอุตสาหกรรมด้านที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา Favipiravir นอกเหนือจากผลิตยาเพื่อใช้ในประเทศแล้ว จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการสร้างยาเพื่อการส่งออกในอนาคตการออกฤทธิ์มี 2 ลักษณะ

  • การออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัส: ฟาวิพิราเวียร์จะเปลี่ยนสภาพแล้วเข้าไปยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเชื้อไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถที่จะแบ่งตัวเพิ่มได้
  • การออกฤทธิ์ให้เชื้อไวรัสกลายพันธุ์: เมื่อยับยั้งแนวทางการทำงานของเชื้อไวรัสได้แล้ว ให้เชื้อไวรัสกลายพันธุ์จนกระทั่งภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมนุษย์สามารถเข้าไปกำจัดเชื้อไวรัสกระทั่งหมด หรือเหลือจำนวนน้อยจนถึงไม่อาจจะก่อโรคภายในร่างกายได้อีก

วิธีการใช้ยา Favipiravir รวมทั้งปริมาณที่เหมาะสม

ควรรับประทานขั้นต่ำ 5 วัน รวมทั้งจะต้องอยู่ในจำนวนที่เหมาะสมกับร่างกายเพราะเหตุว่าการใช้ยายับยั้งเชื้อที่ร้ายแรงควรจะใช้ยาให้เพียงพอกับการฆ่าเชื้อจึงจะมีผลให้เกิดผลรับดังที่ต้องการแพทย์จึงแนะนำให้รับประทานยามากยิ่งกว่าปริมาณธรรมดาเพื่อเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายได้ด้วย

  • สำหรับเด็ก : การกินควรมองดูอายุเด็กแล้วก็ตัวเด็กด้วยเหตุว่าน่าจะรับยามากแค่ไหนถึงจะเหมาะสมกับร่างกาย แต่ว่าค่ามาตรฐานของผู้ป่วยในเด็กจะต้อง กินยาในปริมาณ 30 มก.2ครั้งต่อ1วัน และหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับพฤติกรรมการทานยาลดน้อยลงในวันถัดๆไป
  • การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่ : ในวันแรกควรต้องกินยาจำนวน 8 เม็ดเพื่อพอเพียงต่อสถาพทางร่างกาย 1วันจะต้องทานทั้งหมด16 เม็ด ด้วยเหตุว่า1วันควรต้องทานยา 2 ครั้งทีละ 8 เม็ด จากนั้นกินยาตามจำนวนที่แพทย์แจ้ง

ข้อควรระมัดระวังสำหรับการใช้ยา Favipiravir

  • ไม่แนะนำให้ใช้ตัวยากับผู้ป่วยอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงต้องการมีบุตร
  • การใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่ามาตรฐานควรจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกรดยูริกในเลือด รวมทั้งโรคเกาต์ควรระมัดระวังสำหรับการใช้ตัวยา
  • ระวังการใช้ตัวยาในผู้เจ็บป่วยสูงอายุ
  • ระวังการใช้ยากับผู้ป่วยที่มีภาวะตับบกพร่องด้านการทำงานเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนัก
  • ไม่ควรใช้ยาร่วมกับตัวยารักษาโรคเบาหวาน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจจะส่งผลให้เกิดอาการแซกซ้อนได้
  • ผู้ป่วยในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากว่าตัวยาบางทีอาจผ่านไปสู่เด็กได้ทางน้ำนมแต่จำนวนไม่มากสักเท่าไร รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลที่มากพอเพื่อการันตีผลข้างเคียงในเด็กทารก ก็เลยจะต้องแจ้งให้แพทย์รู้ถ้าหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร
  • ควรจะปรับปริมาณยาในคนไข้ที่มีการทำงานของตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงร้ายแรง

ผลกระทบรวมทั้งลักษณะของการแพ้ยา Favipiravir

ผลกระทบของการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ จะส่งให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวมีจำนวนนิวโตรฟิลลดลง นำไปสู่อาการท้องร่วงอาเจียนร่วมด้วย แล้วก็ส่งให้กดยูริกในค่าตับมากยิ่งขึ้นจึงทำให้รูปแบบการทำงานของตับทำงานหนัก รวมทั้งสำหรับผู้เจ็บป่วยที่ตั้งครรภ์การใช้ยาควรรอบคอบให้เยอะที่สุดเพราะว่าอาจทำให้ทารกในท้องทุพพลภาพได้

การเก็บรักษายา Favipiravir

  • เก็บไว้ภายในอุณหภูมิปกติไม่สมควรต่ำยิ่งกว่า 25 องศาเซลเซียสเพราะว่าควรจะเก็บในอุณหภูมิที่คงเดิม
  • เก็บฟาวิพิราเวียร์เอาไว้ในภาชนะซึ่งสามารถปกป้องยาจากสารอื่นไม่ชี้แนะให้แกะยาทิ้งเอาไว้นานๆด้วยเหตุว่าจะมีผลให้ยาหมดสภาพ
  • หลบหลีกการเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ภายในที่อับเปียกชื้น หรือมีแสงตะวันส่องถึง
  • ควรจะเก็บตัวยาฟาวิพิราเวียร์ให้ห่างจากมือเด็ก
  • ห้ามเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ภายในช่องสำหรับแช่แข็งหรือตู้แช่เย็นเนื่องจากว่าจะมีผลให้ตัวยาเสื่อมสรรถภาพได้

ผู้ป่วยใดที่ควรได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ Favipiravir

ผู้เจ็บป่วยใดที่ควรจะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ หมอจะพิจารณาเริ่มยาฟาวิพิราเวียร์ในผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์ปอดอักเสบ ที่มีลักษณะอาการร้ายแรง โดยยิ่งไปกว่านั้นในคนป่วยที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรง ดังเช่นว่า อายุมากกว่า 60 ปี มีโรคประจำตัว ดังต่อไปนี้ โรคปอดเรื้อรัง โรคตับ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิต โรคเส้นเลือดสมอง โรคเบาหวาน รวมทั้งในคนไข้ที่มีภาวการณ์อ้วนหรือภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง

การรัยประทานยาฟาวิพิราเวียร์ Favipiravirสำหรับการกักตัว 14 วัน 

กรณีผู้ป่วยตอิดเชื้อที่แสดงอาการ

  • วันที่1 ทานยาปริมาณ 9 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังรับประทานอาหารตอนเช้าแล้วก็เย็น
  • วันที่ 2 – 5 ทานยาปริมาณ 4 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรุ่งเช้าและก็เย็น

กรณีผู้เจ็บป่วยน้ำหนักตัว มากยิ่งกว่า 90 กก. จะทานยาไม่เหมือนกับผู้คนธรรมดา

  • วันที่ 1 ทานยานาปริมาณ12 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังรับประทานอาหารเช้าตรู่รวมทั้งเย็น
  • วันที่ 2 – 5 ทานยาปริมาณ 5 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังรับประทานอาหารตอนเช้าและก็เย็น

กรณีผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการ

ด้านการแพทย์มีการวินิฉัยว่าผู้ที่ไม่แสดงอาการไม่มีความจำเป็นที่จำเป็นจะต้องรับยาไปทานเนื่องมาจากตัวยามีปริมาณจำกัดและไม่มีจัดจำหน่ายทั่วไปเนื่องจากว่าตัวยามีใช้เพียงแค่ในโรงพยาบาลแม้คนที่ติดเชื้อไวรัสไม่มีการแสดงอาการก็จะไม่ได้รับประทานยาเนื่องจากว่าตัวยามีไว้ใช้กับบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง-หรือขั้นร้ายแรงที่เชื้อจะลงสู่ปอดจึงทำแค่เพียงกักบริเวณรักษาตัวเพื่อไม่ให้เชื้อไปแพร่ยังที่อื่นต่อ

การรับประทานยายาฟาวิพิราเวียร์ Favipiravirสำหรับการกักตัว 14 วัน

คือ ปัญหาเรื่องไวรัสดื้อยา ยาฟาวิพิราเวียร์ได้รับการยื่นยันจากต่างประเทศว่าเชื้อไว้รัสโควิด19มีผลเชื้อคลายกับโรคไข้หวัดใหญ่จึงมีการทดลองตัวยามาใช้ในการรักษาในผู้ใหญ่ และอนุญาตให้นำมาใช้ในการศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วยโควิด-19 ได้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ดีเกือบสมบูรณ์ เกิดระดับยาสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมง (ช่วงตั้งแต่ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง) ยาถูกเปลี่ยนสภาพที่ตับโดย aldehyde oxidase เป็นส่วนใหญ่ และโดย xanthine oxidase เพียงเล็กน้อย เกิดเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์และถูกขับออกทางปัสสาวะข้อวิตกกังวลสำหรับการใช้ยานี้เกิดขึ้นเหมือนกับยาต้านทานโคโรนาเชื้อไวรัสจำพวกอื่นหมายถึงปัญหาด้านเชื้อไวรัสดื้อยายาฟาวิพิราเวียร์ได้รับอนุมัติในประเทศจีนให้ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในคนแก่ แล้วก็อนุญาตให้ประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาลกับคนเจ็บโควิด-19 ได้ ในขณะที่อาการไม่พึงปรารถนาเมทื่อได้รับยานี้ ยกตัวอย่างเช่น กรดยูลิคในเลือดสูงมากขึ้น เม็ดเลือดขาวจำพวกนิวโตรฟิลลดน้อยลง ค่าลักษณะการทำงานของตัว AST แล้วก็ ALT มากขึ้น บางรายอาจมีอาการท้องร่วง

ข้อจำกัด การใช้ ยาฟาวิพิราเวียร์

คือ ปัญหาเรื่องไวรัสดื้อยา ยาฟาวิพิราเวียร์ได้รับการยื่นยันจากต่างประเทศว่าเชื้อไว้รัสโควิด19มีผลเชื้อคลายกับโรคไข้หวัดใหญ่จึงมีการทดลองตัวยามาใช้ในการรักษาในผู้ใหญ่ และอนุญาตให้นำมาใช้ในการศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วยโควิด-19 ได้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ดีเกือบสมบูรณ์ เกิดระดับยาสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมง (ช่วงตั้งแต่ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง) ยาถูกเปลี่ยนสภาพที่ตับโดย aldehyde oxidase เป็นส่วนใหญ่ และโดย xanthine oxidase เพียงเล็กน้อย เกิดเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์และถูกขับออกทางปัสสาวะข้อวิตกกังวลสำหรับการใช้ยานี้เกิดขึ้นเหมือนกับยาต้านทานโคโรนาเชื้อไวรัสจำพวกอื่นหมายถึงปัญหาด้านเชื้อไวรัสดื้อยายาฟาวิพิราเวียร์ได้รับอนุมัติในประเทศจีนให้ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในคนแก่ แล้วก็อนุญาตให้ประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาลกับคนเจ็บโควิด-19 ได้ ในขณะที่อาการไม่พึงปรารถนาเมทื่อได้รับยานี้ ยกตัวอย่างเช่น กรดยูลิคในเลือดสูงมากขึ้น เม็ดเลือดขาวจำพวกนิวโตรฟิลลดน้อยลง ค่าลักษณะการทำงานของตัว AST แล้วก็ ALT มากขึ้น บางรายอาจมีอาการท้องร่วง

ผลข้างเคียงอันตราย

  1. อาการอาเจียนคลื่นไส้
  2. อาจจะเป็นผลให้ลูกในท้องมีความพิกลพิการ ถ้ากินยาในตอนมีครรภ์ 3 เดือนแรก
  3. ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ปกติ เมื่อกินร่วมกับยาบางประเภท
  4. ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของตับ โดยเหตุนี้ไม่สมควรกินร่วมกับยาฟ้าทะลายขโมย หรือยาที่ส่งผลต่อตับ จำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมอ

อย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อให้มีความปลอดภัยไม่สมควรซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ นอกระบบ อาทิเช่น ทางออนไลน์ เนื่องจากเป็นยาอันตราย เพราะประสิทธิภาพที่ได้น้อยเกินไปต่อการดูแลและรักษา แล้วก็อาจจะทำให้มีอันตรายถึงแก่กรรมได้ ถ้าหากว่าไม่มีอาการก็ไม่จำเป็น การรับประทานตัวยาคู่กับฟ้าทะลายโจรเป็นสิ่งที่ทางแพทย์ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการด้านอื่นได้เพราะยังไม่มีการวินิจฉัยว่าตัวยาฟ้าททะลายโจรมีผลต่อการรักษาเชื้อได้ อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นมาอย่างไรก็ตามจึงต้องมีการซักประวัติความเป็นมาก่อนว่า รับยาฟ้าทะลายโจรมาแล้วหรือเปล่า จำเป็นต้องหยุดก่อน ไม่รับประทานคู่กัน เมื่อถามคำถามว่าผู้ติดโรคกลุ่มเขียว ที่มิได้รับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ได้โอกาสที่อาการจะร้ายแรงมากเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน คนไม่มีอาการ และไม่ได้รับยา ถ้าหากวิเคราะห์เร็วก็จำต้องรอดูอาการอีก 2-3 วัน ถ้าหากยังไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับยาฟาวิราเวียร์

ตัวยาที่ไม่แนะนำใช้พร้อมกันกับยา Favipiravir

  1. ยารักษาวัณโรค ไม่ควรรับประทานยาร่วมกันเนื่องจากตัวยาทั้งคู่ส่งผลต่อไตอาจจะส่งผลให้ไตทำงานหนักได้จึงไม่สมควรทานคู่กันและ
  2. ยา Famciclovir Sulindac: หากทานควบคู่กับFavipiravir จะมีผลทำให้ความสามารถสำหรับการออกฤทธิ์ของยาน้อยลง
  3. ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากใช้ควบคู่กัน อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีผลทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปจากปกติ
  4. ยาที่ที่ไม่ควรใช้ในการกินควบคู่กับยา ฟาวิพิราเวียร์ Favipiravir ฟ้าทะลายโจรเนื่องจากคนส่วนมากมีกระแสว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาเชื้อไวรัสให้หายได้แต่ทางการแพทย์ยังไม่มีผลการทดลองว่าตัวยาฟ้าทะลายโจรักษาโรคหายได้และไม่แนะนำให้กินรักษาอาการอาจทำให้เกิดอาการอื่นได้เพราะการรักษาที่ไม่ถูกวิธีและเป็นอันตรายกับร่างจึงมีการชี้แจ้งว่สาไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรักษาด้วยการกินฟ้าทะลายโจร